กองสลาก เผย งวด 16 มิถุนายน นี้ กำลังซื้อจะกลับมาปกติ

              เนื่องจาก กองสลาก กินเเบ่งรัฐบาล ออกมาเผยว่า คาดงวด 16 มิถุนายน 2563 นี้ จะมียอดผู้ค้าสลากที่ต้องการซื้อสลาก 97 ล้านฉบับ และกำลังของผู้ซื้อจะกลับเข้าสู่ปกติ ภายในวันที่ 1 กรฏาคม 2563 นี้ อย่างแน่นอน

            นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการ กองสลาก กินแบ่งรัฐบาล ออกมาเปิดเผยสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า การจำหน่ายสลากในงวดวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ทั้งระบบการซื้อ-จองล่วงหน้า คาดว่าจะมียอดความต้องการอยู่ที่ 97 ล้านฉบับ

              ทั้งนี้ จากความต้องการในช่วงปกติที่จัดพิมพ์ 100 ล้านฉบับ หลังก่อนหน้านี้กำลังซื้อของประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้งวด 1 มิถุนายนนี้ มีสลากของผู้ค้าที่จำหน่ายไม่หมดและมีความต้องการซื้อของผู้ค้าเพียง 59 ล้านฉบับเอง

            อย่างไรก็ตาม แม้ในขณะนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของประชาชนเริ่มกลับมาหลังการผ่อนปรนมาตรการต่างๆและ อาจทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้นมา แต่ผู้ที่ประสงค์จะรับสลากไปจำหน่าย ควรตระหนักถึงกำลังซื้อของประชาชนในพื้นที่ที่รับสลากไปจำหน่ายด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขายไม่หมด และคาดว่าการจัดจำหน่ายจะกลับเป็นปกติในงวดวันที่ 1 กรกฎาคมนี้แน่นอน

ศบค. แถลงการ พบติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีกเป็น 2 ราย วันนี้

             ศบค. แถลงการ ว่า พบติดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีกเป็น 2 ราย ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศทั้งคู่จากรัสเซีย-คูเวต แต่ยังคงไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ส่วนยอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 3,104 ราย สามารถกลับบ้านแล้วรวม 2,971 ราย ที่ยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 75 ราย

            ในวันนี้ วันที่  6 มิถุนายน 2563 มีรายงานจาก แพทย์หญิงพรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ย่อว่าโควิด-19 หรือ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. ออกมา แถลงการ ว่า

วันนี้มีรายงานผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีกจำนวน 2 รายที่กลับบ้านแล้วรวม 2,971 ราย แต่ยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 75 ราย และยังคงไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ที่ 58 ศพ ในขณะที่ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมทั้งหมด 3,104 ราย  ในวันนี้

            ทัั้งนี้ แพทย์หญิงพรรณประภา ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ผู้ติดเชื้อทั้ง 2 รายในวันนี้นั้น ที่ตรวจพบคือทั้งสองรายเดินทางกลับมาจากต่างประเทศเข้ามาที่ไทย ซึ่งรายแรกเดินทางกลับจากประเทศรัสเซีย เป็นนักศึกษาชาย อายุ 22 ปี และเข้าระวังที่สถานกักตัว จ.ชลบุรี ส่วนอีกราย เป็นพนักงานทำงานโรงงานจากประเทศคูเวต กลับมาไทยเมื่อ 24 พ.ค. และได้เข้าพักในสถานกักตัว ที่ กทม.

           อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อทั้ง 2 ราย ไม่มีอาการใดๆที่แสดงออก และทำให้ผู้ติดเชื้อในประเทศ ยังคงเป็น 0 ราย นับเป็นวันที่ 12 ติดต่อกันแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีมากสำหรับประเทศไทย

ตร. เผย ยอดคนหายตัวในชลบุรี เยอะจนตกใจ กว่า 21 ราย

                  คบคน.ตรเปิดเผยถึง น้องเก๋ น.ส.ภาวิณี กอไธสงอายุ 23 ปีบัณฑิตสาวจากบุรีรัมย์  ที่หายตัวไปอย่างลึกลับพร้อมทั้งยังเผยอีกว่า ยอดคนหายในชลบุรี มาก กว่า 21 ราย แล้ว เป็นยอดที่น่าตกใจมาก ซึ่งหายตัวโดยไร้ร่องรอยในตอนนี้

                ในวันนี้ วันที่ 4 มิ.ย. 63 มีรายงานจาก พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม ในชลบุรี กว่า 21 ราย หรือ คบคน.ตร. เปิดเผยกรณี น้องเก๋ น.ส.ภาวิณี กอไธสง อายุ 23 ปี บัณฑิตสาวจากบุรีรัมย์ หายตัวไปอย่างลึกลับ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ว่า

                 หลังรับเรื่องจากมูลนิธิกระจกเงาแล้ว ทางตำรวจได้ลงพื้นที่ติดตามหา โดย นายวิโรจน์ กอไธสง อายุ 57 ปี และนางเตียง กอไธสง อายุ 50 ปี พ่อ-แม่ ได้นำภาพและหลักฐานของลูกสาว ที่หายตัวไปเกือบ 7 ปี มามอบให้กับทางเจ้าหน้า ไว้เป็นเบาะแสแล้ว

                 ทั้งนี้ ตอนนั้นน้องเก๋ อายุ 23 ปี เรียนจบปริญญา ได้เดินทางไปหางานทำที่ อ.แหลมฉบัง จ.ชลบุรี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 ซึ่งน้องเก๋ จะโทรศัพท์มาหาพ่อแม่ อาทิตย์ละ1-2 ครั้ง จนมาถึงช่วงเดือนมิถุนายน 2556 ไม่ได้โทรติดต่อหาพ่อแม่ สอบถามญาติเพื่อนที่รู้จักคุ้นเคย และญาติที่ทำงานอยู่ที่ จ.ชลบุรี ก็ไม่มีใครพบเห็น กระทั่งไปที่ห้องเช่า พบเสื้อผ้า ข้าวของ ยังอยู่ครบ มีเพียงโทรศัพท์และกระเป๋าสะพาย ได้หายไป

                จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้ และได้มีการแจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.แหลมฉบัง ซึ่งขณะนี้ ทางพ่อ-แม่ ของน้องเก๋ ได้มีความกังวล หลังจากมีข่าวพริตตี้ออย หายไปในเวลาใกล้เคียงกัน พื้นที่จังหวัดเดียวกัน

                ผบก.ทว.กล่าวอีกด้วยว่า แม่ของน้องเก๋ ได้เข้าแจ้งความไว้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 ที่ สภ.เหลมฉบัง ซึ่งเวลาผ่านไป นานหลายปี กระทั่งวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ทางแม่ของน้องเก๋ ได้เข้าร้องกับทางมูลนิธิกระจกเงา เพื่อให้ติดตามลูกสาวตนเอง

              ทั้งนี้ ทางมูลนิธิกระจกเงาได้ประสานงานมากับ ตนเองและได้ลงพื้นที่ เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2562 เพื่อร่วมประชุมกับทางเจ้าหน้าที่ สภ.เหลมฉบังให้ช่วยเร่งรัดติดตามหาก่อนจะนำ แม่ของน้องเก๋ มาเก็บ DNA ไว้ที่สถาบันนิติเวชฯ เพื่อเปรียบเทียบกับศพนิรนาม(ผู้หญิง)ว่าเป็นน้องเก๋ หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่พบตัวน้องเก๋แต่อย่างใด

              อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้และอยากจะให้โลกออนไลน์ ช่วยกันติดตามหา น้องเก๋ หากยังมีชีวิตอยู่จะอายุ 29 ปี สำหรับสถิติคนหายที่แจ้งไว้และยังไม่พบตัวของจังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ปี 2560-2563 มีทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็นชาย15 หญิง 6 คน

เหตุสลด แม่ใจร้าย ทิ้งลูกใน ศาลาพักร้อน เจ้าหน้าที่เร่งตามตัวผู้ก่อเหตุ

               สลดใจ เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุพบเด็กทารกที่ยังมีชีวิตทิ้งไว้ที่ ศาลาพักร้อน ภายใน ซ.บางปลา ตามหาตัวแม่ใจร้ายที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ต่อไป

              เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 3 มิ.ย.2563 พ.ต.อ.อุทิศ พาราษฎร สารวัตรสอบสวน สภ.บางพลี สมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีผู้พบเด็กทารกที่ยังมีชีวิตทิ้งไว้ที่ ศาลาพักร้อน ภายใน ซ.บางปลา 24 ม.10 ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ชีพโรงพยาบาลบางพลี และมูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ

 

 

             ที่บริเวณศาลาพักร้อนริมถนน พบถุงพลาสติกใบใหญ่สีแดง ภายในมีเด็กทารก เพศหญิง เพิ่งคลอดประมาณ 7 วัน ห่อหุ้มด้วยผ้าขนหนูสีเหลืองอยู่ภายใน เมื่อเจ้าหน้าที่อุ้มออกมาด้านนอก ได้ส่งเสียงร้องดัง และนอนดูดนิ้วตัวเอง เจ้าหน้าที่ตรวจดูอาการเบื้องต้นเด็กแข็งแรงดี ก่อนจะนำตัวทารกไปตรวจอีกครั้งที่ โรงพยาบาลบางพลี

              จากการสอบถาม นางสาวอัจนาภร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่พบเด็กทารกคนแรก เล่าว่า เมื่อประมาณ เวลา 14.30 น. ตนได้ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาภายในซอย ฝนเกิดตกลงมาอย่างแรง ตนจึงได้จอดรถ เข้าไปหลบฝนที่ศาลาริมถนน และมองเห็นถุงพลาสติกสีแดงใบใหญ่วางอยู่ที่ศาลาฝั่งตรงข้าม ตนคิดว่าน่าจะมีใครลืมไว้ ตนจึงเดินข้ามมาดูและพบเด็กทารก ร้องอยู่ภายในถุงพลาสติกดังกล่าว

              จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะได้ทำการ สอบถามผู้พบเห็นและคนที่อยู่ในบริเวณจุดที่พบเด็กทารก พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในซอย เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ที่นำเด็กมาทิ้งไว้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจ เผย สาววัย 29 ปี ถูกฆ่าชิงทรัพย์ หลักฐานชี้ แม่เป็นคนลงมือ

                ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ สาววัย 29 ปี ถูกฆ่าชิงทรัพย์ หลักฐานชี้ ชาว อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช ถูกคนร้ายใช้ไขควงแทงเสียชีวิตภายในบ้านเมื่อวันที่ 11 เม.ย.63 ที่ผ่านมานั้น โดยมีนายอนันต์ จินดาวงศ์ และนางประทีป จินดาวงศ์ พ่อกับแม่ของ น.ส.ชลธิชา เข้าแจ้งกับตำรวจว่าถูกคนร้ายงัดประตูบ้านบุกเข้ามาฆ่าชิงทรัพย์

              ความคืบหน้าล่าสุดคดี สาววัย 29 ปี ถูกฆ่าชิงทรัพย์หลักฐานชี้ ในวันนี้ ปีวันที่ 3 มิ.ย. 2563 พล.ต.ต.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช สั่งการให้เร่งสืบสวนสอบสวนพร้อมลงตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่มาตลอดในระยะเกือบ 2 เดือน โดยมีชุดสืบสวน สภ.บางขัน ชุดสืบสวนจังหวัด และสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 รวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ

               จนได้หลักฐานที่ชัดเจนว่า คนร้ายคือนางประทีป จินดาวงศ์ อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นแม่บังเกิดเกล้าของ น.ส.ชลธิชานั่นเอง ที่เป็นคนลงมือฆ่าลูกสาวตัวเองอย่างเลือดเย็น

                ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.บางขัน ได้นำหลักฐานไปเสนอต่อศาลจังหวัดทุ่งสง เพื่อขอออกหมายจับนางประทีป ศาลได้อนุมัติหมายจับเลขที่ 143/2563 ลงวันที่ 29 พ.ค.63 ที่ผ่านมาออกหมายจับนางประทีปในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และเมื่อวานนี้ (2 มิ.ย.63) ได้เข้าทำการจับกุมตัวนางประทีป ได้ที่บ้าน ก่อนนำไปสอบปากคำ แต่ในเบื้องต้นนางประทีปให้การปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นกับการตายของลูกแต่อย่างใด และจึงใช้หลักทรัพย์ 200,000 บาท ประกันตัวออกไป

             อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.สมพร พฤศวานิช ผกก.สภ.บางขัน เปิดเผยว่าได้ทำการสืบสวนสอบสวนนางประทีป พบว่ามีพิรุธหลายอย่าง ผิดกับวิสัยของแม่ที่ต้องสูญเสียลูก ควรติดตามคดีอย่างต่อเนื่อง แต่เท่าที่ดูพฤติกรรมของครอบครัวนี้ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ลูกถูกฆ่าตาย ซึ่งแม้นางประทีป จะให้การปฏิเสธ แต่ตำรวจมีพยานหลักฐานต่างๆ ที่ชัดเจน มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินคดีแม่ใจเหี้ยมรายนี้ได้แน่นอน

               ทั้งนี้ทางตำรวจพบข้อพิรุธที่เก็บหลักฐานชิ้นสำคัญได้คือไขควงที่ใช้ก่อเหตุเป็นของในบ้าน และร่องรอยงัดแงะก็งัดมาจากภายใน ไม่ได้งัดด้านนอก แล้ววางแผนว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์ ส่วนจะมีบุคคลอื่นร่วมหรือไม่นั้นยังต้องสอบสวนด้วย และสาเหตุที่ญาติใกล้ชิดเห็นตรงกับพนักงานสอบสวน พบว่ามาจากความขัดแย้งเรื่องทรัพย์สินภายในครอบครัว ขั้นตอนต่อไปจะรวบรวมพยานหลักฐานส่งอัยการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ข่าวดี เกษตรกร สวนยาง ตรวจสอบรับสิทธิ์ ลุ้นได้อีก 2 วัน

             มี ข่าวดี จากมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ได้ทำการทยอยโอนเงินเยียวยารายละ 5,000 บาทต่อเดือน

             ซึ่งเป็นมาตรการเยียวยา เกษตรกร ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ธนาคารธ.ก.ส. ทยอยโอนเงินเยียวยารายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ค. 2563 ให้กับเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.63 ที่ผ่านมานั้น

           โดยคนที่ได้รับสิทธิ์นั้นจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการ ลงทะเบียนเราไม่ทิ้งกัน ระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ค. 2563 ให้กับเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.63 ที่ผ่านมา โดยเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์นั้นจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการ ลงทะเบียนเราไม่ทิ้งกัน ถือว่าเป็น ข่าวดี ของเกษตรกร

                 สำหรับการจ่ายเงิน เกษตรกรชาวสวนยาง จะเเบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

ชาวสวนยางกลุ่มที่ 1 ซึ่งขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และมีชื่อในทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร (ตัดยอด วันที่ 30 เม.ย.63) โดย ธ.ก.ส. เริ่มจ่ายเงินแล้วตั้งแต่วันที่ 15, 18 – 20 พ.ค. 63

ชาวสวนยางกลุ่มที่ 2 เฉพาะกลุ่มที่มีชื่อขึ้นทะเบียนกับ กยท. (ตัดยอด วันที่ 30 เม.ย.63) จะจ่ายเงินในวันที่ 22-25 พ.ค.63

ชาวสวนยางกลุ่มที่ 3 ซึ่งแจ้งปรับปรุงข้อมูลและขึ้นทะเบียนกับ กยท. ระหว่าง 1-15 พ.ค. ที่ผ่านมา จะจ่ายเงินในช่วงวันที่ 30 – 31 พ.ค. 63

                     ทั้งนี้ทั้งนั้น มีแฟนเพจ การยางแห่งประเทศไทย RAOT ระบุข้อความว่า ข้อมูลล่าสุด หลังจากติดตามสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทะเบียนเกษตรกรทั้ง 7 หน่วยงาน อยู่ระหว่างขั้นตอนตรวจสอบสิทธิ์จากกระทรวงการคลัง ต้องรอผลส่งกลับ เพื่อนำเข้าระบบให้เกษตรกรตรวจสอบสิทธิ์

                   ไม่ว่าอย่างไร หากสิ้นเดือน พ.ค.63 แล้วเกษตรกรชาวสวนยางยังไม่ได้รับสิทธิ์เยียวยา สามารถแจ้งอุทธรณ์กับหน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียนในส่วนกลางหรือภูมิภาคใกล้บ้านทั้งหมด 6 หน่วยงาน ได้แก่

1. กยท.จังหวัด/สาขา

2. เกษตรจังหวัด/อำเภอ

3. ประมงจังหวัด/อำเภอ

4. ปศุสัตว์จังหวัด/อำเภอ

5. ศูนย์หม่อนไหมภูมิภาค

6. สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด

                    ภายในเวลา 08.30 – 16.30 น. และไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือที่ ศูนย์บริการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โรค Covid – 19 ของ กยท.
โทร. 0-2435-3469, 0-2433-5772 ในเวลา 08.30 – 16.30 น. และไม่เว้นวันหยุดราชการได้ถึงวันที่ 5 มิ.ย.63 นี้ ได้เลย

ตื้นตัน เจ้าแม็กซ์ พ้นมลทิน ถูกปล่อยตัวแล้ว โผกอดครอบครัวที่รอรับ

               หลังจากที่นักมวยแชมป์สภามวยแห่งเอเชีย เจ้าแม็ก อัจฉริยะ ถูกจับกุมข้อหาร่วมกันมียาเสพติดประเภทที่ 1  ไว้เพื่อจำหน่าย ติดคุกนานกว่า 14 เดือน

                จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับกุม นายอัจฉริยะ วิโรจน์สุโนบล หรือ “เจ้าแม็กซ์ อัจฉริยะ อำนาจมวยไทยยิม” นักมวยแชมป์สภามวยแห่งเอเชีย (WBCเอเชีย) รุ่นซูเปอร์ไลทเวต ขณะเดินทางไปชกอุ่นเครื่องที่ญี่ปุ่น ข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไว้เพื่อจำหน่าย

                หลังจากที่พบว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด หลังจากตำรวจ สภ.เมืองระนอง จับกุมขบวนการขนยาเสพติด 5 คน พร้อมของกลางยาบ้า 3.4 ล้านเม็ด ที่จุดตรวจ ริมถนนเพชรเกษม อ.เมือง จ.ระนอง และหนึ่งในผู้ต้องหาชัดทอดถึง นายอัจฉริยะ จนนำไปสู่การจับกุมตัวดังกล่าว

                 ต่อมาวันที่ 22 เม.ย.62 น.ส.นลินตา จีรเดชชนดล อายุ 30 ปี และ นางภัทรภร ชำนาญศิลป์ อายุ 61 ปี ภรรยาและแม่ยายของ เจ้าแม็กซ์ เข้าร้องกองปราบปราม เนื่องจากเชื่อว่าเจ้าแม็กซ์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดดังกล่าวแต่อย่างใด โดยนำหลักฐานเอกสารต่างๆ มายื่นให้พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณา

               คาดว่ามาจากเรื่องขายรถที่มีโอนลอยไปยังเต็นท์รถมือสองและขบวนการค้ายาเสพติดได้ซื้อไป โดยที่ยังเป็นชื่อของเจ้าแม็กซ์ กระทั่งแก๊งค้ายาเสพติดถูกจับพร้อมของกลางและรถเมื่อวันที่ 13 พ.ย.61 เชื่อเป็นการซัดทอดลอยๆ เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด

                 ต่อมา วันที่ 27 พ.ค. 63 ที่หน้าเรือนจำจังหวัดระนอง บรรดาญาติๆ ภรรยาและแม่ เตรียมรับตัวเจ้าแมกซ์ หลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง และอัยการเชื่อเป็นผู้บริสุทธิ์จึงไม่สั่งฟ้องต่อ ได้รับอิสระภาพทันที หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีพัวพันขบวนการค้ายาเสพติดล็อตใหญ่ที่ระนอง ร่วม 14 เดือน ขณะที่ภรรยาและลูกบอกว่าดีใจมากที่รู้ว่าแม็กซ์จะถูกปล่อยตัว รอวันนี้มานาน ก่อนหน้านี้ก็มีเขียนจดหมายส่งถึงกันจากเรือนจำ ติดต่อกันตลอด

ชะตากรรม สาวโรงงาน ถูกเลิกจ้า ไร้เงินเยียวยา วอนกระทรวงแรงงาน

              การทำงานโรงงาน ทำให้ถูกมองว่ามีรายได้มั่นคง ไม่ได้รับความเดือดร้อนเท่าไหร่ จึงไม่ได้รับเงินเยียเหมือน ชะตากรรม ของ สาวโรงงาน กลุ่มนี้ ที่ประสบภาวะเดือดร้อนจนต้องไปเรียกร้องกระทรวงแรงงาน ขอให้ช่วยเหลือเจรจากับนายจ้าง บริษัท นครหลวงถุงเท้าไนล่อน จำกัด

               สุรินทร์ พิมพา ประธานสหภาพแรงงานกิจการสิ่งทอนครหลวง เล่าถึงสภาพปัญหาว่า จริงๆ โรงงานมีปัญหามาก่อนสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด เนื่องจากไม่มีออเดอร์เข้ามา ทำให้เริ่มจากการจ่ายจ้างล่าช้ากว่ากำหนด จ่ายไม่เต็มค่าจ้าง จนเข้าสู่สถานการณ์ไวรัสระบาด โรงงานเริ่มเอาเครื่องจักรไปขาย คราวนี้ไม่จ่ายเลย และสั่งหยุดงานปากเปล่าไม่มีกำหนด

                 เป็นเวลา 2 เดือนแล้วที่ 180 พนักงานโรงงานถุงเท้าดัง ไม่ได้รับค่าจ้างและเงินเยียวยาอะไรเลย ไหนจะมีเงินสะสมพนักงานที่เป็นสวัสดิการพนักงานที่เกษียณและลาออกก็หายไป ส่วนจะไปขอเงินชดเชยรายได้จากสำนักงานประกันสังคม ก็พบว่านายจ้างขาดจ้างเงินสมทบประกันสังคมมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 ให้แก่พนักงาน

               ท่ามกลางเจ้าหนี้ที่ยืนรออยู่ข้างหน้า และไม่มีท่าทีว่าจะอะลุ้มอล่วย ทำให้เหล่าพนักงานเกิดความเครียด กระทั่งพนักงานบางคนต้องเวียนเอาข้าวเก่า ซึ่งมีสภาพบูดแล้วมาต้มกินใหม่ประทังชีวิต พวกเขากำลงอยู่ในสภาพอดตาย จนต้องแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านการตั้งวงกินข้าวคลุกน้ำปลา

                 ยุพิน ใจตรง อายุ 42 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา หนึ่งในพนักงานที่มาเรียกร้อง เธอทำงานมา 23 ปี ยอมรับตรงๆ ไม่คิดชีวิตจะมาเป็นอย่างวันนี้ เพราะย้อนอดีตไปโรงงานแห่งนี้ใหญ่โต ดูดีมาก ใครๆ ก็อยากเข้ามาทำงาน แต่วันนี้เธอและสามีรับสภาพว่าคงต้องตกงานแน่

                   แม้จะอยู่กับความเครียดและความยากลำบาก แต่เธอก็พูดหนักแน่นว่า “ไม่คิดสั้นแน่นอน เพราะมีลูกและแม่รออยู่” ตอนนี้เธอและเพื่อนๆ พนักงาน ดิ้นรนหาเงินด้วยการทำพรมเช็ดเท้าขายราคา 10-20 บาท หาเงินประทังความเดือดร้อนไปก่อน

               แต่ที่น่าเห็นใจสุดๆ คงเป็น 80 พนักงานข้ามชาติของโรงงานถุงเท้าดังกล่าว ที่นอกจากไม่ได้เงินค่าจ้างจากนายจ้างแล้ว จะไปเรียกร้องขอความช่วยเหลือกับสำนักงานประกันสังคมก็ไม่ได้ เพราะนายจ้างไม่ทำประกันสังคมให้ เป็นความว่างเปล่าที่เจ็บปวดสุดๆ

            เช่นสาวเมียนมาคนนี้  วา วา ทวย อายุ 29 ปี เธอทำงานมากว่า 5 ปี ขณะนี้ตั้งครรภ์ 4 เดือน กำลังใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ตัวสามีกลับเมียนมาเพื่อไปต่อสัญญาทำงาน ตอนแรกคิดว่าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมาหาภรรยาได้ แต่สถานการณ์โควิด-19 มีการสั่งปิดพรมแดน ทำให้สามีกลับมาไม่ได้ ตัวเธอเองก็กลับประเทศบ้านเกิดไม่ได้เช่นกัน

            วา วา ทวย เธอเล่าพลางเอามือลูบท้อง ว่า รู้สึกเสียใจมากที่ต้องหยุดงาน ขาดรายได้ ชีวิต 2 เดือนที่ผ่านมาลำบากมาก ไม่มีรายได้ จะไปหางานอื่นทำก็ไม่ได้ ไม่มีใครรับ ต้องอยู่โดยกู้เงินนอกระบบมาประทังค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าหมอ ซึ่ง 2 เดือนนี้นอกจากเงินเก็บสะสมจะหมดไป เธอยังกู้หนี้ยืมสินถึงกว่า 8,000 บาทแล้วในตอนนี้

โฆษก ศบค. แจ้ง ยอดป่วยโควิด-19 ยังต้องระวัง เตรียมผ่อนปรน ระยะ 3

                นพ.ทวีศิลป์ โฆษก ศบค. ออกมาเปิดเผยถึงยอดป่วยโควิด-19 จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ของวันนี้ ย้ำยังต้องปฏิบัติและเฝ้าระวังตามมาตรการหลักอยู่ และ เตรียมตัวผ่อนปรน ระยะ 3 ได้

               ในวันนี้ วันที่ 26 พฤษภาคม  2563 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เรียกสั้นๆว่า ศบค. ได้มีการถึงแถลงสถานการณ์โควิด-19 จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย ประจำวันนี้

 

 

                ยังตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ล่าสุด และสรุปตัวเลขผู้ป่วยทั่วโลก ย้ำยังต้องเฝ้าระวัง พร้อมทั้ง การสวมหน้ากากอนามัยยังเป็นสิ่งจำเป็น และยังต้องปฏิบัติ 5 มาตรการหลักเสมอ  ทั้งนี้เตรียมผ่อนปรนมาตรการระยะ 3 ได้แล้ว

              ทั้งนี้ ไทยผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 3 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม 3,045 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมยอดผู้เสียชีวิต 57 ราย ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว 2,929 ราย

อ่วม พายุฝน ถล่ม นครพนม น้ำท่วม วัดพระธาตุพนม หลังคาปลิ้วว่อน

               ในตลอดคืนที่ผ่านมาได้เกิน พายุฝน ฟ้าคะนองตกหนักในพื้นที่ จ.นครพนม โดยเฉพาะที่ อ.ธาตุพนม ส่งผลให้ภายในพระธาตุพนมมีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง

              ในวันนี้ วันที่ 25 พ.ค. 63 มีรายงาน ว่า  พายุฝน ฟ้าคะนองตกหนักทำน้ำท่วมขัง ในตอนนี้น้ำยังยังไม่ลดระดับลงแต่อย่างใด เนื่องจากในวัดไม่มีร่องระบายน้ำ และอาจเกิดสิ่งปฏิกูลอดตัน ขณะที่ปลาในบ่อพญานาคที่เลี้ยงไว้หลุดออกมาชาวบ้านพากันจับกันจ้าละหวั่น โดยฝนได้ตกหนักตั้งแต่ช่วง 21.00 น. ของคืนวันที่ 23 พ.ค. ตลอดทั้งคืน อีกทั้งมีลมกระโชกแรง ฝนที่ตกหนักได้เอ่อทะลักเข้าท่วม ภายในวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ถนนคอนกรีตและกุฏิในวัดหลายแห่ง ถูกน้ำท่วมขังระดับสูง 15-20 ซ.ม. พระเณรต้องเดินลุยน้ำออกไปบิณฑบาต

             พระเณรและญาติโยมในวัดต้องเดินลุยน้ำที่ท่วมขังรอการระบาย ขณะเดียวกัน ปลาในบ่อพญานาคที่เลี้ยงไว้จำนวนมาก น้ำเอ่อท่วมปลาตะเพียนจำนวนกว่า 30 ตัว ได้หลุดออกมากลางถนน ลูกศิษย์วัดและชาวบ้าน ต้องนำอุปกรณ์มาจับปลา เพื่อนำไปปล่อยไว้ในบ่อเดิม

             ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากเป็นวันหยุด เจ้าหน้าที่จากเทศบาล ต.ธาตุพนม โดยนายขจรศักดิ์ นิตชิน นายกเทมนตรี ต.ธาตุพนม จะได้เร่งนำเครื่องสูบน้ำ มาสูบระบายให้ไหลลงท่อเทศบาล ไหลลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป

               พร้อมยัง มีรายงานอีกว่าช่วงค่ำวันเดียวกันได้เกินฝนฟ้าคะนองพายุฤดูร้อนซัดถล่มบ้านเรือนใน อ.เรณูนคร แรงลมที่กระโชกรุนแรงได้ซัดหอบหลังค้านเรือนราษฏรในพื้นที่ ต.เรณู เสียหาย 3 หลังคาเรือน ต.เรณูใต้ 6 หลังคาเรือน ต.โพนทอง 3 หลังคาเรือน รวม 12 หลัง ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้เร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเป็นการต่อไปแล้ว